ยิ้ม

posted on 27 Dec 2008 09:36 by bannprajan
เวลาแห่งความเจ็บปวด มันเกาะติดอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าเราจะทำอะไร มันเป็นเหมือนไวรัส รอเวลาที่หัวใจอ่อนแอเมื่อไหร่ มันจะเข้าจู่โจมกัดกินหัวใจให้รู้สึกทรมานทันที............... อืม.....นะ......แม้ชีวิตจะผ่านเรื่องร้ายๆมามากแล้ว แต่ก็ยังเจ็บซึ้งถึงความเสียใจ มีเพียงความหวัง ลมๆแล้งๆที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้เข้มแข็งขึ้นได้จริงๆสักวัน ..... แต่ก็ขอขอบคุณความผิดหวัง เสียใจมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่ทำให้เรายังยิ้มได้แม้จะทุกข์หนักหนา สักเท่าไร มันมากมายจนเราเข้าใจความเป็นไปของชีวิตแล้วล่ะ ..... แม้ชีวิตไม่ได้มีความสุขมากมาย แม้จะไม่เคยเอื้อมถึงฝันที่วาดไว้ เราก็ยังดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ได้ หลายคนคงมีคำตอบของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร ....สำหรับเราคงเป็นการสร้างสิ่งดีๆให้กับชีวิตเรา และผู้คนรอบข้าง เวลาแห่งความเจ็บปวด ....ตามมาด้วยความสุขเล็กๆเสมอ....

 


 

               หายไปนานเลย......อยู่ในโลกส่วนตัว อ่านหนังสือจบไปแล้วหลายเล่ม แชะรูปหมา มารูปนึง

ไม่รู้มันคิดอะไรอยู่  หรือไม่มันก็อาจมองอะไรเรื่อยเปื่อย กับสมองโล่งๆเหมือนใครบางคนอยู่ก้อได้.........

 

         " ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือเล่มเดียวสองรอบแล้วรู้สึกต่างกันราวกับอ่านหนังสือคนละเล่ม รอบแรก

รู้สึกว่าไม่เห็นจะเอาไหน แปลกใจ ทำไมใครต่อใครถึงชอบกัน แต่รอบที่สองกลับรู้สึกมีอารมณ์ร่วม ยิ่งอ่าน

ยิ่งตาสว่าง ประสบการณ์ทำนองนี้แหละที่เป็นตัวอย่างบอกคุณได้ว่า คนเราไม่พร้อมจะรับสิ่งมีค่าเสมอไป 

          ถ้าเห็นค่าของคนที่มีค่าไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเจอคนที่ใช่เลย ต่อให้เขาหรือเธอนั่งอยู่ตรงหน้าก็ตาม

และนั่นก็ทำให้คนจำนวนมากต้องมานั่งเสียดายอดีต เฝ้าย้ำคิดอยู่เสมอว่าขอเพียงเจอคนบางคนอีกครั้ง

จะเทคแคร์เขาหรือเธอสุดชีวิต จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปซ้ำสองอีกอย่างเด็ดขาด 

          แต่นั่นแหละ เวลาเป็นสิ่งย้อนทวนไม่ได้ เมื่อครั้งนั้นไม่พยายามรักษาเขาหรือเธอไว้ ปล่อยให้หลุดมือ

ไปแล้ว ก็สายไปแล้ว "

 

 

ขอบคุณหนังสือดีๆ "รักแท้มีจริง โดย ดังตฤณ "

 

 

เงาของความทรงจำ

posted on 07 Sep 2008 16:03 by bannprajan

      

          กลับมาเยี่ยมบ้านอีกครั้ง.......... ขับรถมาซื้อของในตลาด

ตามรายการอาหารที่นึกอยากกินแบบสูตรของตัวเอง อยู่กรุงเทพกินแต่ที่แม่ค้าทำเพราะไม่มีเวลา

ทำกับข้าวกินเอง  เห็นกล้วยขายเป็นกองๆ เลยเหมาขึ้นรถไปแจกพวกลิงที่วัด 

ระหว่างทาง ผ่านโรงเรียนเก่าสมัยมัธยมต้น มองความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน 

 ต้นสนริมถนนลูกรัง.... ประตูทางเข้าออกโรงเรียน.... หน้าเสาธง

ถนนฝุ่นลูกรังนั่นไม่มีแล้ว กลับกลายเป็นถนนคอนกรีต......ถนนฝุ่นลูกรัง ถนนฝุ่นลูกรัง ถนนฝุ่นลูกรัง

..............................................................................................................................

..............................................................................................................................   

 

         เสียงเม้าออแกนเบาหวิวล่องลอยอยู่ในอากาศ ....แสงสีทองยามเย็น สายลมพัดไหวๆ

เหมือนจะพัดพาเอาความเหงาบาดลึกเข้ามาในหัวใจ ...ความ

เหงา ความอ่อนล้าของชีวิต  การรอคอยอะไรบางอย่าง อย่างไร้จุดหมาย...........................

 

 

 

   ต้นเสียงเพลงนั้น  มันลอยมาจากกลุ่มรุ่นพี่ม.ปลายที่นั่งจับกลุ่มกันริมถนนลูกรัง

ทางเดินออกโรงเรียน ฉันเดินผ่าน มองไปที่กลุ่มนั้น ทุกคนหน้าเศร้าๆ

....เธอนั่งก้มหน้าซึมอยู่ในกลุ่มนั้น

 

  ฉันเดินผ่านไปแล้ว.....     "......ไปดูไอ้....มันหน่อย"   มีรุ่นพี่คนนึงในกลุ่มเดินมาเรียก

 

    ....ฉันนั่งลงกับพื้น ข้างๆเธอ....

 

...สายลมเย็นๆพัดผ่านเราไปวูบแล้ววูบเล่า

 

         เธอยังนั่งกอดเข่าก้มหน้านิ่ง..ฉันตีไหล่เธอเบาๆ

" ไม่เป็นไรน่ะ  ที่นั่นไกลจะตาย ถ้าเธอต้องไป ฉันคงคิดถึงเธอแย่ " 

 

 

 

 

.....หยดน้ำเล็กๆร่วงหล่นลงมาบนฝุ่นดิน ...น้ำตาแห่งความผิดหวังคงจะเป็นแรงใจ

ผลักดันให้เธอได้ก้าวไป สู่ความสำเร็จนะ 

 

(  ธ.ค.2539 โควต้า มช.)